เสาร์นี้เที่ยวไหนดี กับ เด็กหญิงจิดาภา ตอนที่สองวันนี้ ข้าพเจ้าจะพาเที่ยว “Musuem of Siam” หรือ “พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ” (ซึ่งหลายคนอาจจะไปกันมาแล้ว) วันนี้จิดาภาเลยจะขอไปลองเที่ยวดูบ้าง
พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) ก่อตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้อย่างรื่นรมย์ [ Play + Learn = เพลิน] สร้างสำนึกรักและเข้าใจผู้คน บ้านเมือง รู้จักเพื่อนบ้าน รวมถึงการสร้างแนวคิดและภาพลักษณ์ใหม่ของ “พิพิธภัณฑ์” ในสังคมแห่งการเรียนรู้
พื้นที่ทั้งหมดเกือบ 3,000 ตารางเมตรในอาคารพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการถาวร “เรียงความประเทศไทย” เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่ต่อเนื่องอันยาวนาน ผู้ชมจะได้ เรียน เล่น รู้ กับปริศนาหลายหมื่นหลายพันปีของสุวรรณภูมิ มูลเหตุสู่ยุคทองของสยามประเทศ และเงื่อนปมก่อนจะมาเป็นประเทศไทยอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อค้นหาคำตอบสำคัญว่า “เราคือใคร” และ “ความเป็นไทยหมายถึงอะไร”
และพื้นที่เกือบ 300 ตารางเมตรในอาคารนิทรรศการชั่วคราว จะผลัดเปลี่ยนหัวข้อการเรียนรู้ให้ผู้เข้าชมได้ตื่นตาตื่นใจ สนุกเรียนสนุกรู้ไปกับประเด็นใหม่ๆ ทางประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ ภูมิปัญญา ฯลฯ นอกจากนี้พิพิธภัณฑ์ยังมีพื้นที่ให้บริการเพื่อต่อยอดความรู้และสร้างสรรค์ กิจกรรมมากมาย ตอบสนองกลุ่มผู้เช้าชมที่แตกต่างและหลากหลาย
———————————————————–
ออกเดินทางตอนเที่ยง โดยคิดว่าจะหา Museum Siam เจอจาก Garmin บน Htc Pharoes แต่ปรากฏว่าหาไม่เจอ แต่ก็ไม่เป็นไรไปตามแผนที่ของ Google maps ก็ได้
ไปถึงประมาณเกือบๆบ่ายโมงจากอ่อนนุช ใช้เวลาไม่นานเพราะรถไม่ติด+ใช้ทางด่วน ลงยมราช ผ่านราชดำเนิน เลี้ยวซ้ายข้างๆสนามหลวง แล้วตรงขึ้นไปผ่านวัดพระแก้ว อยู่ข้างๆโรงเรียนพาณิชยการตั้งตรงจิตร (เราหลงเรื่องทางเข้ากันอยู่แปปนึง ก็สามารถเข้าไปได้)
ถ้ามาจากทางด่วนยมราช หรือ ถนนเพชรบุรี

สายรถเมล์ที่ผ่าน : 3,6,9,12,32,44,47,53,82,524,48,64
เปิดทำการเวลา : 10.00-19.00 และหยุดทุกวันจันทร์
อัตราค่าเข้าชม
เข้าฟรี :
เยาวชนไทยและต่างชาติอายุต่ำกว่า 15 ปี
ส่วนสูงต่ำกว่า 150 ซม.
พระภิกษุสงฆ์ ผู้พิการ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป
เสียค่าบริการ :
นักเรียน นักศึกษา อายุ 15 ปีขึ้นไป 50 บาท
ผู้ใหญ่คนไทย 100 บาท
ผู้ใหญ่ชาวต่างชาติ 300 บาท
หมู่คณะ 5 คนขึ้นไป :
นักเรียน นักศึกษา 25 บาท
ผู้ใหญ่คนไทย 50 บาท
ผู้ใหญ่ชาวต่างชาติ 150 บาท
**หมายเหตุ – ตั้งแต่เวลา 16.00 – 18.00 น. ของทุกวันทำการ เข้าชม ฟรี!!
เข้าชมมิวเซียมสยาม ฟรี!! แก่ผู้ชมทั้งชาวไทยและต่างชาติ
ในวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่ตรงกับวันเปิดทำการของพิพิธภัณฑ์ฯ 6 วัน ดังนี้
1.วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2552 (วันอาสาฬหบูชา)
2.วันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2552 (วันเข้าพรรษา)
3.วันพุธที่ 12 สิงหาคม 2552 (วันแม่แห่งชาติ)
4.วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2552 (วันปิยมหาราช)
5.วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2552 (วันพ่อแห่งชาติ)
6.วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2552 (วันพระราชทานรัฐธรรมนูญ)
มัคคุเทศก์รับสิทธิ์เข้าชมมิวเซียมสยาม ฟรี!!
มัคคุเทศก์รับสิทธิ์เข้าชมมิวเซียมสยาม ฟรี!! เพียงแสดงบัตรประจำตัวมัคคุเทศก์ ที่ออกโดยกระทรวงการ ท่องเที่ยวและกีฬา ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
การเข้าชมแบบหมู่คณะ
Group Visitors
หากประสงค์เข้าชมเป็นหมู่คณะมากกว่า 20 ท่านขึ้นไป สามารถติดต่อได้ที่ 02 225 2777
Reservation must be made in advance for group of 20 people or more. Bookings: 02 225 2777
เวลาทำการ
Operation Hours
10.00-18.00 วันอังคาร-วันอาทิตย์
กิจกรรมพิเศษทุกเย็นวันศุกร์ที่ลานเพลิน
หยุดทำการวันจันทร์
10.00-18.00 Tuesday-Sunday
Friday evenings at Muse Square
Close Mondays

ด้านหน้าอาคาร
Museum Siam ตอนนี้ยังให้เข้าฟรี ไปจนถึงสิ้นเดือนนี้น้า เค้าจะเริ่มเก็บค่าเข้าแล้วตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. 52 นี้ เป็นต้นไป (ยกเว้นเยาวชนอายุไม่ถึง 15 ปี พระภิกษุ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส)

ออ..ช่วงเดือนนี้(มีนาคม) มีนิทรรศการชั่วคราวชื่อ “นิทรรศการลูกปัด” ตอนนี้ปิดให้บริการอยู่เน้อ เพิ่งทราบว่าเป็นเพราะมีลูกปัดหาย กำลังตามจับอยู่

เอาละ…เริ่มเข้าไปข้างในกันดีกว่า~


เป็นการเบิกตัวละครทั้งเจ็ดที่จะพาผู้ชมย้อนกลับไปสู่เรื่องราวอันเป็นต้นกำเนิด จากสุวรรณภูมิสู่สยามประเทศ ถึงประเทศไทย จากนั้นก็จะไปห้องแรกที่จะได้ชมคือ “ห้องไทยแท้่”



ฮา คนกบแดง (สัญลักษณ์ของที่นี่) จากสุวรรณภูมิ – ประเทศไทย
จากนั้นเราก็ขึ้นไปชั้น 3 ห้องแรกเป็น “เปิดตำนานสุวรรณภูมิ” เป็นห้องที่แสดงถึงวิวัฒนาการสังคมก่อนจะมาเป็นบรรพบุรุษชาวสุวรรณภูมิ ซึ่งความสำคัญคือ “สุวรรณภูมิ” คือชื่อชาวโลกเมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อน ใช้เรียกดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ของทิศตะวันออกเฉียงใต้




ห้องต่อไปเป็น “สุวรรณภูมิ” เป็นห้องที่่ทำให้รู้จักสุวรรณภูมิมากขึ้น ซึ่งเป็นดินแดนแห่งความมั่งคั่ง การเกษตร การค้า สร้่างเมือง และความเชื่อ




เข้าดินแดนแห่งธรรมะกับห้อง “พุทธิปัญญา″ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหัวใจของพุทธศาสนา

ต่อไปก็ “กำเนิดสยามประเทศ” และ “สยามประเทศ” เป็นเรื่องราวของวีรบุรุษผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา และแสดงให้เห็นถึงความผสมผสานทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม


และห้องสุดท้ายของชั้น 3 “สยามยุทธ์” ว่ากันถึงมูลเหตุใหญ่ๆแห่งสงครามในสมัยกรุงศรีอยุธยา และการวางกลยุทธ์ต่าง


หลังจากนั้นก็ลงมาถึงชั้น 2 ห้องแรกคือ “แผนที่ความยอกย้อนบนแผ่นกระดาษ”


“กรุงเทพฯ ภายใต้ฉากอยุธยา″ เรื่องราวเมื่อสิ้นกรุงศรีอยุธยาและ “บางกอก” ได้เริ่มต้นขึ้น

“ชีวิตนอกกรุงเทพ” สื่อให้เห็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นของเล่น อุปกรณ์ เครื่องมือทำกิน ความเชื่อ วิถีเกษตร และพิธกรรม


“แปลงโฉมสยามประเทศ” การติดต่อกับโลกตะวันตก ทำให้เกิดการสร้างถนน เปลี่ยนวิถีชีวิต สังคม

“กำเนิดประเทศไทย” จากสยาม ทำไมกลายเป็นไทย ค้นหา “วันเกิดประเทศไทยคือวันที่เท่าไร่?”


มีให้ลองอ่านข่าวด้วย @ripmilla ไปลองอ่าน น่ารักมากแต่ขำ >.< (มีออกจอ ให้คนอื่นดูด้วย) ฮ่า
“สีสัีนตะวันตก” ภายหลังบอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้คนยิ้มแย้ม เสียงเพลง สนุกสนาน ประเทศไทยเปิดอ้ารับวัฒนธรรมอเมริกันอย่างเป็นทางการ



“เมืองไทยวันนี้” ผ่านมา 3,000 ปี การผสมผสานสิ่งดีงามจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเรา

ถ่ายมาไม่ชัด ห้องนี้มีแต่โทรทัศน์เต็มเลย
และสุดท้าย “มองไปข้างหน้า″ พรุ่งนี้ประเทศไทยเป็นเช่นไร ให้คนรุ่นใหม่เป็นคนตอบ

แต่คนมาเขียนไม่ได้เขียนตอบตามคำถามหรอก อยากจะเขียนอะไรก็เขียน เราก็เลยเอามั่ง….


ที่นี่ถึงด้านนอกดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ก็มีข้าวให้กินน้า เพราะมีร้าน Muse by Black canyon มาเปิดอยู่ อย่างน้อยก็ไม่อดตาย


——————————————————————
อาคารของพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้นี้ ตั้งอยู่บน “อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (เดิม)” ซึ่งสร้างเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์์อยู่แล้ว ถึงด้านนอกจะดูยังไม่ค่อยน่าสนใจ แต่ไม่ถ้าคุณเข้าไปแล้ว จะไม่น่าเชื่อว่า ด้านในทำได้ถึงขนาดนั้น
ทั้งในด้านการออกแบบดีไซน์ ที่สวย และทันสมัย และ การนำเสนอนิทรรศการแต่ละตัวด้วยเทคนิคที่แหวกแนวไปจากพิพิธภัณฑ์ทั่วไปได้ดีมากๆ ไอเดียการแสดงดีสุดๆ ทำให้คนที่ไม่สนใจด้านประวัติศาสตร์อย่างจิดาภาเอง ต้องหยุดดูอย่างมากเลยทีเดียว
คราวนี้มาเน้นถ่ายรูปเป็นหลัก เลยยังไม่ค่อยได้อ่านรายละเอียดมากเท่าที่ควร คาดว่ารอบหน้าจะมาอีก มาเพื่อเน้นเนื้อหากันไปเลย (อีกอย่าง..ฝากขากล้องไว้ ลืมเอากลับมาด้วย)
อ้อ…เพิ่มเติมอีกนิด เรื่องค่าที่จอดรถ

Credit : ข้อมูลบางส่วนจาก http://www.ndmi.or.th/index.html




