ตอนที่หกตอนสุดท้ายสักที เพราะวันนี้เป็นวันที่เราจะกลับบ้านกันแล้ว ใจนึงก็ดีใจที่จะได้กลับบ้าน คิดถึงบ้านแล้ว แต่อีกใจก็อยากเที่ยวต่อนะ ฮ่าๆ วันกลับจะเหนื่อยเหมือนวันที่มากันมั้ย..ไปดูกันค่ะ : )
และแล้วก็ถึงวันที่เราจะกลับบ้านแล้วค่ะ เหนื่อยกันรึยังคะ จอยเขียนมาตั้ง 5 ตอนแล้ว (จะเยอะไปไหน – -) …แต่วันนี้เครื่องออกบ่ายสี่โมง เพราะฉะนั้นเรายังมีเวลาเถลไถลกันถึงบ่ายสองค่ะ โอ้ว ยังเดินเล่นกันได้อีกสบาย เหลือเฟือๆๆ ..แต่เนื่องจากเมื่อคืนเราไปดีสนีย์ & The Peak กันมาเหนื่อยมาก (จริงๆก็เหนื่อยทุกวัน) วันนี้เราจึงนอนกันปืดเดียว 10 โมง ไปเลยค่ะ กว่าจะเก็บกระเป๋าเพื่อ Check out ก็ 11 โมงกว่าเข้าไปแล้ว ฮ่าๆ
จากเวลาที่เหลือแบบสบายๆ กลายเป็นว่าเหลือแบบก้ำกึ่งมากมาย ซึ่งหลังจากที่เรา Check Out โรงแรมเรียบร้อยแล้ว ก็ตัดสินใจร่วมกันว่าเดี๋ยวเราจะขึ้น Taxi ไปที่สนามบิน แทนที่จะแบกกระเป๋าขึ้นรถเมล์กัน เพราะว่าเร็วกว่า และไปกันหลายคนก็ช่วยกันแชร์ได้ เราก็เลยฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม แล้วออกไปหาข้าวเช้าทานกัน
เราเดินเลือกร้านกันอยู่สักระยะนึง ก็เหมือนว่าเราได้เดินมาวงเวียนการหาของกินโซนเดิมๆ ที่เราเดินหากันทุกที แล้วสุดท้าย..มื้อนี้เราก็มาหยุดที่ร้านบะหมี่ร้านเดิม ร้านแรกที่จอยทานตอนมาถึง เพราะร้านนี้มีไชเท้าชิ้นโตๆ คำใหญ่ๆ ให้ทานค่ะ ซึ่งอร่อยมากๆด้วย เป็นอะไรที่เราอยากกินอำลาก่อนกลับไปเมืองไทยมาก

หน้าตาไชเท้าชิ้นโต โฮกกกก เห็นแล้วอยากกลับไปทานอีกค่ะ >.<

บรรยากาศภายในร้าน ซึ่งร้านนี้จะไม่ได้ใหญ่มากเลย เล็กๆด้วยซ้ำค่ะ
ด้านในร้านมีสัก 3 โต๊ะเล็กๆ กับด้านนอกอีก 2 โต๊ะเอง แต่เมนูค่อนข้างมีให้เลือกเยอะนะคะ
ร้านนี้จอยจำชื่อไม่ได้แล้วล่ะ แต่จำได้ว่าอยู่ Wing Sing Lane Rd. (จอยเรียกว่า ถ.วิ่งซิ่งเลน ฮ่าๆ)
อยู่แถวๆสถานี Yau Ma Tei ค่ะ

วันแรกที่มากินไม่ชอบเส้นบะหมี่ของที่นี่เลยค่ะ
แต่วันนี้จอยชินมากขึ้นแล้วหรือว่าร้านลวกดีก็ไม่ทราบ
เพราะมันอร่อยกว่าวันแรกมากค่ะ 555
——————————————————–
หลังจากทานข้าวเสร็จแล้ว เวลาตอนนั้นก็ประมาณเที่ยงได้ค่ะ เราจึงมาเดินเล่น วัดแถวๆนั้นแล้วถ่ายรูปกันสักเล็กน้อยค่ะ เสร็จแล้วเราก็แยกย้ายกันไปเดินเล่นกันสักระยะ แล้วกลับมาเจอกันตอนบ่ายโมง เพื่อที่จะขึ้น Taxi ไปสนามบินให้ทันบ่ายสองค่ะ

จอยกับ @ripmilla ก็เดินไป Mongkok กันเหมือนเดิมค่ะ แล้วพอดีว่าเจอร้าน Outlet ของ Bossini ที่มีเสื้อผ้าถูกใจมาก หลังจากวันก่อนๆที่ไปเดินไม่มีเสื้อผ้าสวยถูกใจเท่าไร่ ทีนี้ @ripmilla กับจอย ก็เลยยืนเลือกกันเพลินเลยล่ะค่ะ เพลินจนมองนาฬิกาอีกทีก็ 13.10 น. เข้าไปแล้ว !! กรี๊ดดดดดดด เรา 2 คนจึงต้องรีบเผ่นออกมาแล้วกลับไปที่โรงแรมทันที เดินกันอีก 10 นาทีได้ ไปถึงโรงแรมแบบหอบๆ มาช๊อปอะไรกันตอนเวลาน้อยๆเนี่ย ฮ่าๆๆ
ที่นี่เราทั้ง 4 คน จอย @ripmilla @nytonkla และ @tititarn ก็เลยต้องรีบขนกระเป๋าออกมา แล้วข้ามถนนมาเพื่อเรียก Taxi ไปสนามบินกันฉุกละหุกเลย กระเป๋าขากลับก็ไม่เหมือนขามาเลยสักนิดเดียว เพราะของเพิ่มเยอะมาก มีกระเป๋าน้อยเพิ่ม แถมของก็หนักขึ้น ลากยากอีก กว่าจะขึ้น Taxi กันได้ ก็วุ่นวายพอสมควรค่ะ (เค้าวุ่นวายเพราะใครล่ะเธอว์ >.<)
ขึ้นไปบน Taxi ปุ๊ป สักพักเดียว 2 หนุ่มเค้าก็หลับกันแล้วค่ะ ปล่อยให้สาวๆนั่งมองทางกันไป ซึ่งบนรถ Taxi ที่นี่ อุปกรณ์เยอะมากทีเดียว เค้าใช้โทรศัพท์ที่สามารถเป็น Walkie ได้ โทรหากันระหว่างศูนย์กับคนขับ แถมคนขับก็มีโทรศัพท์อีกเครื่องเป็นของตัวเอง ตัวเค้าก็ใส่หูฟังไว้ตลอด เพื่อใครโทรมาก็ไม่ยกหูโทรค่ะ แถมยังอะไรอีกไม่รู้มากมาย

ขึ้น Taxi ไปสนามบินก็ดีเหมือนกันค่ะ เพราะว่าตั้งแต่มาจอยเองก็ได้นั่งแต่ MTR เป็นใต้ดินตลอด ยังไม่ค่อยได้เห็นบ้านเมืองเค้าแบบเต็มตา ระหว่างทางเท่าไร่เลย พอขึ้น Taxi แบบนี้ เค้าก็พาขึ้นทางด่วนหรือยังไงไม่ทราบค่ะ (ไม่เห็นจ่ายค่าทางด่วนนะ) ซึ่งมันจะเป็นสะพานยาวๆเลย เหมือนทางด่วนที่คุณขึ้นไปแล้ว จะลงทางไหนก็ลงระหว่างทาง แต่นี่พี่ก็เค้าขึ้นยาวเลยค่ะ อยู่บนสะพานเลยได้เห็นอะไรเยอะ ทั้งตึกอาคารสูงๆ อาคารที่นี่เหมือนๆกันหมด เห็นสะพานอื่นๆ เห็นสิ่งก่อสร้าง เห็นวิวฮ่องกงในมุมเคลื่อนไหว สนุกดีค่ะ
สนามบินก็ค่อนข้างอยู่ไกลพอสมควร นั่งนานจนกำลังจะหลับแล้วค่ะ ก็ปรากฏว่าถึงพอดี (แหม..ว่าจะหลับสักหน่อย) พอรถจอดเรียบร้อยแล้ว หนุ่มๆก็ตื่นค่ะ ลงจากรถด้วยอาการงัวเงียๆที่เพิ่งตื่น ส่วนจอยเองก็งัวเงียเพราะกำลังจะหลับค่ะ ฮ่าๆๆ พอเดินเข้าไปเราก็หาช่องของ Cathay Pacific ค่ะ (ไปและกลับด้วยสายการบิน Cathay ค่ะ)
พอมาถึงช่อง Check In ของ Cathay ก็ปรากฏว่ามีคนต่อคิวพอสมควรค่ะ พี่เจ้าหน้าที่ที่ยืนดูแลอยู่ก็เลยเดินมาบอกว่าเราสามารถ เช็คตั๋วและออกตั๋วออนไลน์จากตู้ได้เลย เราก็เลยหันไปมองตู้ที่ว่าค่ะ โฮะ ! เท่มากก ทุกคนตื่นเต้นเพราะไม่เคยทำเองมาก่อน

หน้าตาของตู้ที่ว่าค่ะ เราสามารถเลือกที่นั่งเองได้ด้วยนะ เมพพพ!

อันดับแรกเราก็สอด Passport เข้าไปเพื่อให้มันแสกนชื่อของเราเพื่อตรวจสอบค่ะ
หลังจากนั้นก็เลือก fight เลือกทีนั่งให้เรียบร้อย และ เราก็จะได้ตั๋วจากเครื่องปริ้นท์ออกมา
(แต่ตั๋วนี้ไม่สวยเท่าไปออกเองที่เคาท์เตอร์ค่ะ เป็นแค่กระดาษขาว-ดำธรรมดา)

พอได้ตั๋วมาเรียบร้อยแล้ว เราก็เอาตั๋วพร้อม Pastport มา Check In กระเป๋า (สำหรับผู้ที่จะโหลดกระเป๋าขึ้นใต้เครื่องค่ะ) สำหรับเรามีของเหลวเกิน 100cc. แน่นอน เอาขึ้นเครื่องไม่ไหวหรอกค่ะ
——————————————————–
ตอนที่เลือกที่นั่งบนเครื่องบินนี่ เราแทบจะไม่เหลือที่นั่งคู่ให้นั่งแล้วค่ะ บนเครื่องนี่คนมา Check In กันไปหมดแล้ว ซึ่งทุกคนมากันเร็วมากเลย เรามาถึงสนามบินไม่เกินบ่ายสองสิบห้าด้วยซ้ำ แต่ที่นั่งดีดีไม่เหลือแล้วค่ะ แต่ยังเหลือที่นั่งคู่อยู่ 2 คนพอดีเป๊ะ เราเลยใช้วิธีแยกนั่งเป็นคู่ไปเลย ไม่งั้นถ้าได้นั่งแยก 4 คนนี่เศร้าแย่ค่ะ เหงา
พอเราได้ตั๋วเรียบร้อย ฝากกระเป๋าเรียบร้อย เราก็เลยเดินลงไปจัดการกับเศษเหรียญที่เหลือให้เรียบร้อยค่ะ เพราะมันแลกคืนไม่ได้ แล้วก็เอาบัตรปลาหมึกไปคืนด้วยค่ะ ได้เงินคืนมาอีกประมาณ 35 HKD ค่ะ (ไม่แน่ใจ) แล้วก็เลยไปซื้อของใน 7eleven ให้หมด แต่จอยก็ไม่ได้ซื้อให้พอดีขนาดนั้นค่ะ เหลือกลับมาเป็นที่ระลึกบ้างเล็กน้อย
พอเสร็จแล้วเราก็ไม่มีอะไรต้องทำด้านนอกอีกแล้วค่ะ ก็เลยเข้าไปด้านในเพื่อตรวจ Passport ให้เรียบร้อย ถึงเวลาจะได้ไม่ต้องรีบมากค่ะ แถมเวลาเหลืออีกนิดหน่อยแบบนี้ ไปเดินเล่นใน King Power แบบไม่มีตังค์กันขำๆได้ค่ะ King Power ที่นี่มีแต่ของยี่ห้อที่เราไม่รู้จักค่ะ คงเป็นยี่ห้อท้องถิ่นเค้าซะส่วนมาก ส่วนที่เรารู้จักก็ไม่กล้าเข้าอยู่ดีค่ะ จนแล้วๆ กร๊ากกกกกก


บรรยากาศใน King Power ค่ะ กว้างดีทีเดียว

นี่ถ้าหน้าตาดีดีล่ะก็ ถ่ายแบบนี้อย่างกับเจ้าของ Burberry ฮ่าๆๆ

รูปสุดท้ายก่อนการเดินทางกลับค่ะ เราจะขึ้นลำนั้นนะ : )
————————————————————
ร่ำลาฮ่องกงเรียบร้อย แล้วก็ทำการเดิน King Power กันแบบโฉบๆแล้วเลยมาถึงที่ Gate เรียบร้อยแล้วก็เตรียมตัวขึ้นเครื่องได้เลยค่ะ ประตู Gate เปิดพอดี ไม่ต้องรอ แต่ขากลับนี่คนเยอะมากเลยล่ะค่ะ กำลังสังหรณ์อะไรแปลกๆว่าจะไม่ได้นอน >.<
ขากลับนี่จอยไม่ตื่นเต้นกับการขึ้นเครื่องบินเท่าไร่แล้วค่ะ มันค่อนข้างเวียนหัวแล้วก็น่าเบื่อ แล้วก็กดช่องทีวี ช่องเพลงบนเครื่องได้คล่องแล้วด้วย เพราะขาที่บินมา จอยกดนู่นนี่นั่นแบบเด็กอยากรู้มาเยอะค่ะ ฮ่าๆๆๆๆ ก็เลยรู้หมดแล้ว ทีนี้ก็ตื่นเต้นอยู่แค่เรื่องเดียว คือขาลงก่อนที่เครื่องจะ Landing ในช่วงที่เครื่องเริ่มเปลี่ยนความกดอากาศขณะบินต่ำลง จอยจะปวดหูเหมือนขามารึเปล่านี่ ต้องคอยดูกันค่ะ
หลังจากที่เราขึ้นเครื่องเรียบร้อยแล้ว แอร์ก็วุ่นวายตามเคยค่ะ เดินเช็คความเรียบร้อยตามระเบียบ เสียงก็ค่อนข้างดัง แต่ว่าคราวนี้เครื่องบินขึ้นตรงเวลาก็เลยไม่ต้องรอนานเท่าไร่ค่ะ พอเครื่อง Take-off ขึ้นไป ทุกอย่างก็ปกติค่ะ ไม่ปวดหูตอนขึ้น แอร์ก็เริ่มทำการเตรียมอาหารเพื่อเสิร์ฟ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติ จนกระทั่ง….
จนกระทั่งแอร์เสิร์ฟเสร็จ ทุกคนทานกันอิ่มแล้ว หลังจากนั้นก็จะเป็นเวลาฟรีไสตล์ คือบางคนก็นอน บางคนก็ shop ของบนเครื่อง แต่..นี่มันขากลับไทย แถมเป็นวันอังคารด้วย เพราะฉะนั้นไม่ค่อยมีคนไทยกลับวันนี้เท่าไร่หรอกค่ะ นู่นเค้ากลับวันอาทิตย์กันหมดแล้ว ที่เหลือบนเครื่องจึงเป็นทัวร์ที่กำลังจะไปเมืองไทยแทน
แล้วคนฮ่องกงอะ ก็คล้ายๆคนจีนแหละค่ะ คุยกันจ๊อกแจ๊กตลอดเวลา จะซื้อของๆ เดี๋ยวก็เรียกแอร์ๆๆ จอยเองก็ดันนั่งด้านหน้าติดกับสัญญาณเสียง “ติ๊ง” (เสียงเรียกพี่แอร์) ซะด้วย ซึ่งทุกคนก็พยายามจะเรียกพี่แอร์ “ติ๊ง” “ติ๊ง” “ติ๊ง” “ติ๊ง” “ติ๊ง” ตลอดเวลาาาา โอ๊ยยยยยยย นอนไม่ได้เลยล่ะค่ะ โมโหที่นอนไม่หลับค่ะ ก็เลยขอไวน์มากินบนเครื่องซะเลยค่ะ จะได้มึนๆไม่ต้องฟังเสียง “ติ๊งๆ” งืมมมมมมมมมมมมมมมมมม…..ไม่ได้นอนจริงๆด้วย
กินไวน์ไปดูทีวีบนเครื่องไปค่ะ ก็ได้ผลนะ..ลืมเรื่องเสียงไปเลย แต่มึนแทน ฮ่าๆๆ นั่งอยู่สักพักค่ะ ก็เริ่มเข้าเขตประเทศไทยแล้วก็ใกล้ถึงกรุงเทพ เครื่องบินก็เริ่มทำการลดระดับลงเรื่อยๆค่ะ ซึ่งขณะนั้นเนี่ยจอยลืมเรื่องปวดหูไปแล้ว แต่อยู่ดีดีก็นึกขึ้นมาได้ตอนที่มันเริ่มปวดเนี่ยแหละ !! คิดในใจว่า “ซวยแล้ว มันปวด 2 ข้างเลย” คราวนี้มันเจ็บ 2 ข้างเลยค่ะ พยาพยาามเคี้ยวหมากฝรั่งก็แล้ว ดันลมออกทางหูก็แล้ว ไม่ออกเลยค่ะ
ยิ่งเครื่องบินต่ำลงเท่าไร่ จอยก็ยิ่งปวดมากขึ้นๆ ปวดมากถึงขนาดร้องไห้ไปเลย @ripmilla ถึงกับตกใจ พี่แอร์เดินผ่านมาพอดีเลยถามว่า “เป็นอะไรรึเปล่าคะ?” พอบอกไปว่าปวดหูมาก พี่นางฟ้าใจดีจึงไปหยิบลูกอมมาให้ 1 เม็ด ซึ่ง ณ ตอนนั้นก็อมๆไปค่ะ ไม่รู้จะช่วยได้มั้ยรึเปล่าเลย
แต่สุดท้าย….และท้ายสุด อีกสักไม่ถึง 10 นาที เครื่องบินก็ลงจอดพอดี พร้อมกับหูที่ปวดอยู่ก็หายด้วย จอยก็เลยไม่แน่ใจว่าลูกอมนั่นช่วยได้รึเปล่า หรือเป็นเพราะว่าหายปวดเพราะเครื่องลง แต่หลังจากที่หูหายปวด จอยก็พยายามดันลมออกหูอีกทีค่ะ แต่ทีนี้ดันทำได้ซะงั้น “ฟึด” ลมออกหูทั้ง 2 ข้างเลย แต่ปัญหาต่อมาคือ “หูดับ” ค่ะ !!! หูจอยอื้อไปเลย ได้ยินเสียงไกลๆ อื้อๆ วิ้งๆ ฮ่าๆๆๆ แต่ก็ช่างมันค่ะ หูอื้อเดี๋ยวก็หาย ไม่เจ็บเหมือนตอนปวดหู ก็เลยปล่อยๆมันไป
พอเครื่องถึงกรุงเทพปุ๊ป ร่างกายก็กลับมาล้า ทันทีค่ะ !! อยากกลับไปพักจะแย่อยู่แล้ว แต่เราก็ยังนอนไม่ได้ เพราะว่าตอนสามทุ่มเรามีภารกิจ ไปดูหนังไมเคิล “This is it” รอบสุดท้ายที่จองกันเอาไว้ โอยยยยยย ต้องลากสังขารกันไปเลยค่ะ เพลียสุดๆ
———————————————————-
เฮ้ออออออ…..พอมาถึงกรุงเทพแบบนี้อยู่ดีดีก็รู้สึกแปลกๆนะคะ เมื่อกี้เรายังอยู่ที่ฮ่องกงอยู่เลย เหมือนเราไปเที่ยวอีกโลกนึงแล้ววาบกลับมาเลย 5555
แต่ไปฮ่องกงคราวนี้ อย่างที่เกริ่นเอาไว้ตอนแรกๆค่ะว่า มันเป็นประสบการณ์การไปเมืองนอกครั้งแรกของจอย แถมครั้งแรกในการขึ้นเครื่องบินด้วย แถมได้ไปถึงฮ่องกงแบบนี้เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีมาก แล้วจอยจะลืมไม่ได้เลยล่ะค่ะ ก็เลยเอามาเขียน blog เล่าให้ฟังกันถึง 6 ตอนด้วยกัน คนอื่นไม่อ่าน แต่จอยอยากเก็บไว้อ่านค่ะ แล้วก็เผื่อว่าจะมีใครมีแรงบันดาลใจอยากไปฮ่องกงจากสิ่งที่จอยเขียนไปบ้างไม่มากก็น้อย ถ้าเป็นอย่างนั้นสัก 1 คน จอยก็ดีใจจะแย่แล้วค่ะ
คราวต่อไปที่จอยจะได้ไปต่างประเทศแบบนี้อีกคงอีกนานเลยทีเดียวค่ะ เพราะไปฮ่องกงคราวนี้มันทำให้จอยรู้สึกว่าการไปต่างประเทศไม่ใช่ฝันอีกต่อไป ทำให้มีแรงบันดาลใจจะเก็บตังค์ไปเที่ยวต่อค่ะ ที่ต่อไปก็คือ “ญี่ปุ่น” Next station “Japan” นู่นเลย กะเอาไว้ว่าถ้าเก็บตังค์ไปได้จริงๆ จะเก็บตังค์แล้วไปสัก 1 สัปดาห์ไปเลย เที่ยวให้คุ้ม เที่ยวให้หมด เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีโอกาสไปเที่ยวกันได้สักกี่ครั้ง 55
เป้าหมายต่อไป “ญี่ปุ่น” !!! Go Go (^.’)/

บ๊ายบาย ฮ่องกงง ไว้มีโอกาส หนูจะมาอีกน้าาาาา (>.<)/




