ตอนที่3 กับวันที่สองของการเที่ยวฮ่องกงในทริปนี้ วันนี้เราจะพาไปเดินหลงและพาเที่ยวพิพิธภัณฑ์กันค่ะ จะเป็นพิพิธภัณฑ์อะไรต้องติดตามจ๊ะ

มา ถึงวันที่สองที่ฮ่องกงกันค่ะ หลังจากที่คืนแรกในฮ่องกงเรานอนตัวกรอบ หลับเป็นตายกันไปแล้ว ตื่นเช้ามาถึงตัวจะรู้สึกเจ็บๆอยู่แต่มันก็สู้ขาดใจละคะวันนี้ ..และหลังจากช่วงเช้าหนุ่มๆ 3 คน @ripmilla @nytonkla และ @molek ออกไปที่งาน Blogfest ซึ่งวันนี้เป็นวันสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว จอยและ @tititarn ก็ออกจากโรงแรมไปเผชิญโลกเช่นเดียวกัน
ซึ่งปัญหาแรก ของวันนี้ที่เราต้องเจอก็คือ การหาข้าวทานกันเองเนี่ยแหละค่ะ ก็เมื่อวานนี้ยังมี 3 หนุ่มคอยเป็นช้างเท้าหน้าให้ แต่วันนี้สองสาวอย่างเราต้องลองกันเองแล้วล่ะ ..แต่เรา 2 คนก็ยังไม่ค่อยรู้แหล่งหาของกินแบบธรรมดาๆเท่าไร่ ก็เลยลองเดินไปแถวๆที่เรากินข้าวเที่ยงกันเมื่อวาน เพราะไม่ไกลจากโรงแรมแล้วก็ใกล้ๆกับสถานที่จัด Blogfest ด้วย
@tititarn บอกว่าอยากกินเป็ด มาฮ่องกงก็ต้องกินอาหารพวกเป็ด เนื้อตุ๋น อะไรแบบนี้สินะ ..อืมมม แต่ตอนนี้มันประมาณ 10 โมงกว่าๆเอง แถมที่นี่มีคนบอกว่าพวกร้านค้า ร้านข้าวเนี่ย จะเปิดกันสายๆ ซึ่งก็จริงซะด้วยเพราะตอนที่เดินหาร้านข้าวนี่ ส่วนใหญ่ก็ยังไม่เปิดเลย (นี่ขนาดว่าจะ 11 โมงแล้วนา) ทำให้เราต้องเดินหากันอยู่สักพัก
ร้าน ข้าวที่เราต้องการเนี่ย มีความต้องการดังนี้ ..มีเมนูที่เราสามารถจิ้มๆสั่งได้ เช่นเมนูภาษาอังกฤษ หรือว่ามีรูปให้จิ้มๆ , เป็นร้านข้าวธรรมดาทั่วๆไป และ ถ้าเป็นร้านพวกข้าวหน้าเป็ดหรือเป็ดย่างจะดีมาก ดูเหมือนจะไม่เรื่องมากเท่าไร่ แต่ก็เอาเรื่องพอสมควรค่ะ ..แต่สุดท้ายก็มาลงร้านนี้จนได้ค่ะ เป็นร้านขายพวกข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมูแดง โจ๊กฮ่องกง แล้วก็มีเมนูภาษาอังกฤษคอยช่วยอ่านอีกด้วย ใช่เลย !!
ตอน เข้าไปสั่งข้าวนี่ก็ตื่นเต้นดีแหละ เพราะไม่รู้ว่าจะทำให้เค้าเข้าใจเราได้รึเปล่า สั่งโดยการใช้ภาษาจิ้ม+ภาษาอังกฤษ (ที่ไม่รู้ว่าเค้าฟังออกมั้ย) ไปเรื่อยค่ะ และด้วยความชินที่ต้องสั่งข้าวกันคนละจาน ก็เลยสั่งมาคนละจาน โดยลืมไปว่าที่ฮ่องกงนี่เค้าให้ข้าวเยอะมากก จนกินกันไม่หมดเลยล่ะค่ะ ก็เลยได้หน้าตาออกมาประมาณนี้

สั่ง ได้เป็นเป็ดกับหมูแดงค่ะ โชคดีจริงๆไม่ได้อะไรที่เราไม่กินมา แถมดูสิเค้าให้มาพูนจานเลยจะกินยังไงไหวเนี่ย แต่จอยชอบผักมากมาย ทั้งต้นเลยอร่อยมาก ..แต่เป็ดที่เค้าให้มานี่จะให้มาไม่เหมือนบ้านเราตรงที่ เค้าจะสับเป็ดมาให้แบบทั้งกระดูกทั้งมันเลย ให้เราเอาเข้าปากแล้วเอากระดูกออกกันเอง และสังเกตุตรงช้อนค่ะ ได้มาเป็นช้อนกลางใหญ่ๆแบบนั้นแค่คันเดียวเอง
เรา ก็งงกันว่า เอ๊ะ..ปกติเค้าให้กันแค่นี้ใช่มั้ยหว่า เพราะว่าตอนกินเนี่ยลำบากมากเลยล่ะคะ มีแต่ช้อนไม่พอ ต้องพยายามตัดเอาแต่ส่วนเนื้อของเป็ดมากินอีก ตัดก็ไม่ออกด้วย ฮ่าๆ ..แต่กินไประยะนึงก็มีฟ้ามาโปรดค่ะ อาเจ๊ที่อยู่ในร้านคงรู้ว่าเราไม่มีความสามารถในการกินและไม่ใช่คนท้องที่ เพราะเราพูดภาษาไทยกัน เค้าก็เลยใจดีหยิบส้อมมาให้เราคนละคัน นางฟ้าาาาาาาาาาาาาาามากกมาย ตอนนั้นอาเจ๊ดูสวยมากเลยละค่ะ ฮ่าๆๆๆ

ส่วน นี่ก็น้ำ Schweppes Cream Soda ค่ะ เห็นมันอยู่ในตู้แช่ก็เลยไปสั่งมาด้วย แบบว่าที่เมืองไทยไม่มีกินเลยอยากรู้ว่า cream soda อร่อยมั้ย ปรากฏว่าอร่อยมาก ติดใจจนต้องไปซื้อกินในเซเว่นต่อเชียวล่ะค่ะ ..และแล้วมื้อเช้าเราก็ผ่านไปได้ โดยที่มื้อนี้ ข้าว 2 จาน น้ำ 2 ป๋อง หมดไปประมาณ 50 HKD
———————————————————–
จาก นั้นเราก็วางแผนกันว่าจะไปไหนกันต่อดี และสรุปกันได้ว่าจะไปพิพิธภัณฑ์ Hong Kong Museum of History กัน โดยเข้าใจผิดว่ามันอยู่ที่ Tsim Sha Tsui แถวๆ Avenue of Star ปัญหาที่สองก็เลยที่ตรงนี้แหละค่ะ
ตรง ที่คิดว่ามันอยู่อีกที่นึงจนทำให้เข้าใจผิดกันไปหลายๆอย่างเลย เช่น ออกทางออกของ MTR ที่ป้ายบอกว่าไป Museum of History ซึ่งเราออกถูกทางแล้ว แต่เดินไปคนละทาง เพราะเราดันคิดว่ามันอยู่ที่เดียวกับ Museum of Art (ก็ตรงนั้นเหมือนเป็นที่รวม Museum นี่นา) ..ทางที่เดินไปก็ดันไกลพอสมควรซะด้วย แถมหาทางข้ามถนนไม่เจออีก ทำให้เราเดินไกลขึ้นไปอีก …สุดท้ายเราก็ถึง Museum of Art โดยที่คิดว่ามันจะอยู่ที่เดียวกันมาตลอด (ยังไม่รู้ตัว)
จน..เดินขึ้นไปถามที่ Information ว่า “ไอที่ที่เราจะไปเนี่ยมันอยู่ตรงไหนของที่นี่กันคะ?” เท่านั้นแหละ พี่เค้าบอกมาว่า “โอ้ย น้อง ไอที่ที่น้องจะไปเนี่ย มันไม่ได้อยู่ตรงนี้เล๊ยยย นู้นนน มันอยู่อีกที่นู้นน นั่งรถไฟฟ้าไปอีกทางนะจ๊ะ หนูน้อย”
………………
…………
…….
….
..
.
…..ความเงียบบังเกิดขึ้น เรา 2 คนมองหน้ากัน และคิดในใจ “Shit !!!!” กว่าจะเดินกันมาถึงที่นี่ก็ขาแทบลากแล้ว ยังต้องเดินไปกันต่ออีกเหรอเนี่ยย !!!!
หลังจากนั้น เราก็กางแผนที่มาดูใหม่ ..หาพิพิธภัณฑ์ที่ว่านั่น ..ขอบคุณพี่เค้าแล้วก็เดินออกไปอย่างช้าๆ …….ก้มหน้าก้มตาค่อยๆหายไปอย่างเงียบๆ…..
.
…..

ทีที่เราเข้าใจกันผิดมาตลอด…โดมขาวๆนั่น
เฮ้อ ออออออ…จากตรงนี้เราก็เดินเหี่ยวๆกันออกมา และคิดว่าเดินตามแผนที่ไปดีกว่า ไม่พึ่งรถไฟฟ้า เพราะเดี๋ยวขาออกมาจะไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน เรา 2 คนจึงลากสังขารเดินต่อไป และได้ข่าวว่ามันไกลกว่าเดิมจากที่เดินมาก 4-5 บล๊อคได้ (ตรูทำอะไรลงไปเนี่ยย T_T)



..เราเดินไปแวะไป เดินไปพักไป เดินไปอ้อมไป ตลอดทาง

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด ถึงแล้วว

แอบมีน้องๆนักเรียนมาทัศนศึกษากันด้วย อิอิ
กว่าจะมาถึงได้เราหลงกันมาถึง 3 ชั่วโมงด้วยกัน พอได้เห็นด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์แบบนี้แล้ว ก็เลยรู้สึกโล่งใจมากมาย แต่เราใช้เวลานานเกินไปแล้วในการมาถึงที่นี่ เพราะฉะนั้นไม่ให้เสียเวลารีบไปซื้อตั๋วแล้วเข้าไปดีกว่า
ซึ่งตั๋วของพิพิธภัณฑ์ที่นี่ดีมากเลย เพราะว่าที่นี่มีตั๋วแบบสัปดาห์ด้วย ไม่แน่ใจว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ทั้งหมดของฮ่องกงเลยรึเปล่านะคะ แต่ตั่วสัปดาห์ของที่นี่ ราคาประมาณ 30 HKD แต่สามารถเข้าได้ถึง 7 พิพิธภัณฑ์เลย สามารถวางแผนมาเดินได้เฉลี่ยวันละที่เลย แต่วันนี้จอยมาเดินแค่ 2 ที่คือ Museum of History กับ Museum of Science ซึ่งมันอยู่ที่เดียวกันเลย ก็เที่ยวไปด้วยกันได้ค่ะ
ซื้อตั๋วเรียบร้อย ไม่รอช้า … รีบเข้าไปกันเลยเถอะ


รายละเอียดของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ฮ่องกงคร่าวๆก็คือ จะเล่าถึงวิวัฒนาการ และ ประเพณี วัฒนธรรม ต่างๆ ของฮ่องกงตั้งแต่ยังเป็นแค่พื้นที่เปล่าๆทั่วๆไป จนไปถึง ช่วงที่เริ่มก่อตัวขึ้น ช่วงสงคราม ช่วงอังกฤษยึดครอง และ ไปจนถึงช่วงเมื่อ 30 ปีก่อน โดยการเล่าของที่นี่ก็ต้องดูต่อไปค่ะ (ส่วนรูปด้านบนนี้เป็นอธิบายลักษณะของหินในรูปแบบต่างๆที่เคยเจอมา)

ภูเขาไฟ


ป่าในสมัยก่อนนู้น

เริ่มเข้ามาถึงยุคเครื่องปั้นดินเผา
ซึ่งเครื่องปั้นที่เอามาโชว์นี้เป็นของจริงที่เจอในพื้นที่ฮ่องกงจริงๆ ไม่ใช่ของทำเลียนแบบ (เทพ!!)

เรือสมัยนู่น

หรือเสื้อผ้าต่างๆในสมัยที่อังกฤษยังไม่ยึดครองค่ะ

มีการจำลองแบบบ้านในสมัยก่อนให้เราดู

วิธีแต่งงานและชุดแต่งงาน

โรงงิ้ว ซึ่งในส่วนต่างๆเค้าทำละเอียดดีมากเลย ขนาดโรงงิ้ว เดินไปด้านหลัง ยังอุตส่าห์มีด้านหลังของโรงงิ้วให้ดูด้วย รวมไปถึงรองเท้างิ้วแบบนี้
—

ต่อมา..ก็ถึงยุคที่ถูกอังกฤษยึดครอง หลังจากตรงนี้บ้านเมืองก็เริ่มเปลี่ยนไปมากเลยละค่ะ
ตึกรางบ้านช่องก็เปลี่ยนไปจากเดิม เป็นรูปแบบที่ดูสมัยใหม่ขึ้น แล้วก็เป็นเมืองผู้ดี
(ก็แน่ละ เป็นเมืองขึ้นอังกฤษนี่นะ)


ไม่ว่าอะไรก็ดูจะเปลี่ยนแปลงไปซะหมด

ตรงนี้ก็จะมีการจำลองรูปแบบร้านค้าต่างๆ ทั้งร้านขายยา ร้านขายเสื้อผ้า ร้านจำนำ ธนาคาร ไปรษณีย์ ฯลฯ ซึ่งสวยมาก เหมือนอยู่ในเมืองจริงๆเลย

เริ่มที่จะมีรถรางด้วย
—
หลังจากนี้รู้สึกว่าจะมีปฏิวัติด้วยยังไงไม่ทราบค่ะ เพราะช่วงนี้พวกตึก และ แฟลท ก็เริ่มสร้างขึ้นบ้างแล้ว แต่คนที่อยู่เยอะเกินไป จนเกิดการประท้วงเกิดขึ้น มั้งคะ อันนี้ไม่แน่ใจ แต่ตั้งแต่ตรงนี้มาฮ่องกงก็เริ่มเป็นฮ่องกงมากขึ้น เริ่มเป็นเมืองเล็ก มีร้านค้าต่างๆ


มีทั้งร้านขนม ร้านตัดผ้า หรือแม้กระทั่งสิ่งของใหม่ๆจำพวกนาฬิกา หรือ กล้องถ่ายรูป

และนี้..เค้าเริ่มทำรถไฟฟ้า MTR ตั้งแต่ปี 1975 และเริ่มวิ่งปี 1979 ใช้เวลา 3 ปี
ซึ่งตอนนั้นบ้านเรายังเพิ่งจะมีโทรทัศน์ดูกันเองมั้ง?
————————————————————————
อ๊ะ … เดินกันเพลินมาก ขนาดดูกันจนหมดแล้ว ยังไม่รู้ตัวเลย ได้เห็นเมืองที่ค่อยๆพัฒนานี่สนุกมากเลย ที่นี่เค้าทำดีด้วย ละเอียดของครบ แสงสีก็เหมือน ทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ในช่วงเวลานั้นไปด้วยจริงๆ อยู่ดีดีก็เหมือนได้ย้อนอดีตมาในสถานที่จริง อะไรประมาณนั้น
จบจากตรงนี้เราก็เดินมาฝั่งตรงข้ามกันก็จะเป็น Museum of Science พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของที่นี่ค่ะ ซึ่งจอยเองชอบเป็นส่วนตัวเพราะว่าชอบเข้าไปเล่นของทดลองนั่นแหละค่ะ ไม่ได้ความรู้อะไรเท่าไร่ มัวแต่เล่น ฮ่าๆ แต่อาจจะไม่ได้ถ่ายรูปมาเยอะเท่าไร่นะคะ สำหรับที่นี่ เพราะว่ามัวแต่เล่นอย่างที่ว่าค่ะ แล้วก็ มีสิ่งที่น่าสนใจอยู่ประมาณแค่ 2 ชั้นแรกเท่านั้นเอง นอกนั้นก็เหมือนๆกันกับบ้านเรา ที่ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ คลอง 6 ค่ะ



สองชั้นแรกก็จะเป็นพวกของทดลองให้ลองเล่นได้ประมาณนั้นค่ะ แล้วก็มีอะไรที่น่าสนใจอยู่บ้างพอสมควรค่ะ แต่พอขึ้นไปอีกชั้น ก็อย่างที่บอกค่ะจะดูธรรมดาๆมีเป็นคำอธิบายซะมากกว่า ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะคะ แต่ว่าจอยไปพวกพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มาพอสมควรเลยเบื่ออะไรประมาณนี้แล้วค่ะ แต่ก็เหมาะมากถ้าพาเด็กๆมาดูและได้ความรู้จ๊ะ
เราเดินที่ได้ไม่นานเท่าไร่ก็ออกมาค่ะ ตอนนั้นก็ห้าโมงกว่าแล้ว เร็วมาก !! ทางหนุ่มๆเค้าก็เสร็จจากงานแล้ว เราก็ว่าจะกลับไปโรงแรมหาหนุ่มๆค่ะ ..ก็เดินไปช็อปปิ้งไประหว่างทางเดินกลับไปรถไฟฟ้า
อ้อ..จอยยังไม่ได้เล่าเรื่องห้องพักของ @ripmilla ให้ฟังเลยนี่นาเนอะ คือแบบว่า..ทุกคนคงเคยไปพักโรงแรมกันอยู่แล้วใช่มั้ยคะ แล้วโรงแรมทุกที่ก็จะเป็นแบบทางเดินตรงกลางแล้วก็มีประตูห้องด้านซ้ายและขวา แล้วก็สุดทางเดินก็จะเป็นทางออกนี่ไฟ อย่างนี้ใช่มั้ยคะ? แต่นี่..คือทางเดินไปห้องของ @ripmilla ค่ะ

ทางเดินก็ดูธรรมดาๆใช่มั้ยคะ? สุดทางก็จะเป็นทางออกหนีไฟ…
ซึ่งห้องพักทั่วๆไปก็จะสุดอยู่ที่ไม่เกินประตูหนีไฟค่ะ แต่ทว่า….

ห้องของ @ripmilla อยู่ด้านในของทางออกหนีไฟขนาดนี้เลย เรอะ !!!! สิ้นหวังแล้ววว !!!!
————————————————————–
ตกดึก..หลังจากที่กินข้าว แล้วก็ไปไม่ไป SOL เหมือนเดิม เรียบร้อย เราก็ไปเดินเล่น Mongkok เหมือนเดิมเลยค่ะ อิอิ ..ซื้อน้ำมะม่วง แล้วก็เดินดูของแบบจริงจังหน่อย เมื่อวานไม่เต็มที่เท่าไร่เพราะดึกแล้ว แต่วันนี้หัวค่ำอยู่พอดี ก็เลยเดินดูบรรยากาศยามหัวค่ำ เดินเข้าไปดูของเล่นในห้างแถวๆนั้น หลังจากนั้น @ripmilla เลยเอาใจและปลอบใจที่จอยที่ไม่ได้ดู SOL โดยการพาไปที่ Avenue of Star ดูแสงไฟฝั่งเกาะฮ่องกงแบบธรรมดาเป็นการย้อมใจแทนค่ะ 55

ไปทางนี้นะๆ
ซึ่งก็นั่ง MTR มาเหมือนเคย ออกทางออกที่บอกว่าไป Avenue of Star แล้วเดินลัดห้าง New World Center ไปก็เจอได้อย่างง่ายดายค่ะ

โย่ววววว เหมือนมั้ยๆ 55

มือใครบ้างก็ไม่รู้เนี่ย >.<

ไฟฝั่งฮ่องกงสวยยย เสียดายไม่ได้ดู แสง สี เสียง ตอน 2 ทุ่มนะเนี่ยย

โฮ่ยยยย..
ตรงนี้มาดึกไปหน่อย พวกร้านขายของปิดหมดแล้วเลยดูมืดๆไปหน่อยค่ะ แต่ก็ยังมีร้านที่รับถ่ายรูปเปิดอยู่เยอะเหมือนกันค่ะ ตอนที่ไปก็ประมาณสี่ทุ่มครึ่งแล้วค่ะ
———————————————
เสร็จจากตรงนี้ก็กลับโรงแรม นอนตัวกรอบ หลับเป็นตายเช่นเคยค่ะ ก็แหมเดินมาทั้งวันแล้วนี่นา 2 วันแล้วด้วยค่ะ หลังก็ยังไม่หายเจ็บค่ะ แต่ก็สู้ตายเพื่อวันต่อไป เพราะว่าพรุ่งนี้เราจะไป ดิสนีย์แลนด์กัน กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดด >.< วัตถุประสงค์หลัก ฮ่าๆ
แต่วันนี้เหนื่อยมากมายแล้ว ขอไปพักผ่อนก่อนแล้วค่า แล้วตอนต่อไปจะพาไปเที่ยวดิสนีย์ฮ่องกงกันค่ะ ^________^




